Write, Write &...'s profileชีวิตต้องดำเนินต่อไปPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
ชีวิตต้องดำเนินต่อไปให้ความรักนำทางเรา April 08 ตะลอนไหว้พระ ๙ วัด กับ ขสมก. ทัวร์ตะลอนไหว้พระ ๙ วัด กับ ขสมก. ทัวร์
เสาร์ที่ ๕ เมษายน อากาศยามเช้าดูสดใส แม้ว่าคืนก่อนนั้นจะนอนไม่ไวนักและอาจทำให้เราง่วงหาวกับการเดินทางเป็นครั้งที่เท่าใดของฉันสู่เมืองเก่าพระนครศรีอยุธยา ...แน่ล่ะวันนี้ฉันมีนัดกับพี่วีเดินทางไปด้วย ขสมก.ทัวร์ สู่การไหว้พระ ๙ วัด ณ ราชธานีเก่าแก่ของสยามประเทศแห่งนี้
ตื่นเช้ามาด้วยความงัวเงีย จัดแจงอาบน้ำอาบท่าแต่งกาย เติมพลังด้วยกาแฟคนละกระป๋อง จับแท็กซี่ประมาณหกโมงกว่า มุ่งสู่ศาลากลางจังหวัดสมุทรปราการ ตามตารางที่พี่วีเช็คให้ว่ารถจะออกเดินทางจากที่นั่นราว ๗ โมงเช้า ด้วยราคาเดินทาง ๓๕๙ บาท (อืมม์ เป็นเลขค่าตั๋วโดยสารที่สวยทีเดียว) ...ตลอดทางคาดว่ารถไม่น่าติด แต่ก็ติดจนได้ระหว่างทาง กับการเทพื้นถนนที่พร้อมไปกับการทำรถไฟฟ้าบีทีเอสส่วนต่อเชื่อมสู่สำโรง แต่จราจรก็มิติดขัดเท่าใดจนที่สุดเราก็ถึงจุดนัดหมายของกลุ่มรถ ขสมก.ที่จัดกันอยู่สี่ห้าคัน ต่างก็มีโปรแกรมไหว้พระท่องเที่ยวในจังหวัดต่างๆ กันไป เช่น ไปอยุธยา ไปนครปฐม ไปอัมพวา เป็นต้น แหละนี่คือครั้งแรกที่พี่วีและฉันทดลองใช้บริการทัวร์ ขสมก. ก็แปลกดีที่เราเคยแต่นั่งรถปรับอากาศยูโรทูด๋องแด๋งไปมาอยู่แต่ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล แต่วันนี้เราจะไปถึงอยุธยาฯ คาดว่า ถ้ามันเวิร์ค เราจะไปกับ ขสมก.ในเส้นทางอื่นอีก
ครั้งแรกย่อมมีอะไรที่ไม่ราบรื่นนัก ...จากการซักถาม เราพบว่าการมาทัวร์ต้องจองก่อน อ้าว ... แต่ทำไมพี่วีบอกไม่ต้องล่ะ? ทำไปทำมาก็คือเพื่อนพี่วีบอกมาว่าไม่ต้องจอง อ้าว? ยังไงกันเนี่ย??? ฉันเองชักจะเริ่มงงเพราะหะแรกเชื่อพี่วีเต็มร้อยเพราะคิดว่าคงจะโทรเช็คกับทาง ขสมก. แล้วเรียบร้อย จนได้ทราบจากน้องหญิง พกส.(พนักงานเก็บค่าโดยสาร) ว่าบางสายไม่ต้องจองเช่น รถทัวร์ที่จอดที่อนุสาวรีย์ชัยฯ เหตุเพราะบางจุดมีลูกค้าเยอะอยู่แล้ว แต่บางสายก็ต้องจอง แต่อย่างไรก็ดี เราก็ต้องการจะไปเพราะมาถึงที่แล้ว ทางน้องหญิง จึงจัดหาที่นั่งวีไอพี (สมชื่อพี่วีจริงๆ) คือเก้าอี้เสริมมาแปะให้เรานั่งกลางคันรถคนละตัว ...ทีแรกคิดว่ามันจะสะดวกไหม แต่นั่งๆ ไปแล้วก็ดีเหมือนกัน เพราะคงไม่มีโอกาสนั่งเก้าอี้เสริมเยี่ยงนี้ได้บ่อยๆ และมันก็ไม่ได้ต่างกับนั่งที่อื่นๆ ก็สบายดีตามอัตภาพ
เมื่อคนมาพร้อมและเก้าอี้เสริมมาติดตั้งเสร็จ การเดินทางด้วยรถยูโรทูสาย ๑๐๒ ลายหน้าพี่ติ๊ก เจษฯ (โฆษณาคลอเร็ท) ก็เริ่มต้นขึ้นจากศาลากลางฯ จริงๆ แล้วเราไม่จำเป็นต้องมาถึงศาลากลางเพราะดักรถที่แยกบางนาก็ได้ แต่ด้วยเพราะความที่เราไม่ได้จองก็จำต้องเป็นเช่นฉะนี้แล
รถขึ้นทางด่วนได้สักพัก ฟ้าครึ้มที่เราคิดว่าอาจเจอฝน ก็พลันเป็นจริง ฝนเริ่มโปรยหนาเม็ดขึ้นเรื่อยๆ เราภาวนาว่าขอให้รีบตกๆ เสีย อย่าให้เจอฝนกลางทางระหว่างการไหว้พระเลย แต่เดิมฉันกลัวหนักหนาว่าแดดคงจะร้อนสะจิตจึงเตรียมผ้าเช็ดหน้าคล้ายๆ กับผ้าเย็นไว้เผื่อเช็ดตัวกันเหนอะหนะ แต่ดูท่าวันนี้แดดร่มลมตกนัก ข้อดีก็คือคงไม่ร้อน ข้อไม่ดีก็คือแสงไม่เหมาะกับถ่ายรูปเท่าใด
ระหว่างทางมีการแนะนำตัวกันเล็กน้อยพอเป็นพิธี ลูกทัวร์แต่ละคนก็มากันคนละที่ละทาง บางท่านก็มาเดี่ยว บางท่านมาคู่ (แบบฉันกับพี่วี) ส่วนบางท่านมากันเป็นหมู่คณะ พขร. (พนักงานขับรถ) ชื่อคุณพี่ต๋อย (วิรัช นามสกุลจำไม่ได้ จากป้ายที่ติดอยู่บนรถ) ดูอัธยาศัยดียิ้มแย้ม และใจเย็น ไม่ช้านานเราก็ถึงเจดีย์สามปลื้ม กลางวงเวียนเข้าสู่ถนนโรจนะที่คุ้นตา ฝนตอนนี้หยุดไปสักพักแล้วแต่มิวายจะกังวลเพราะฟ้าเหนือเกาะเมืองพระนครศรีอยุธเยศนั้นเล่าก็เต็มไปด้วยเมฆครึ้มยิ่งนัก
จากนี้ต่อไป จักลำดับวัดวาอารามที่เราแวะไปนมัสการดังรายนามและรายละเอียดอันจักพึงมี ถูกต้องหรือไม่อย่างไร ไม่อาจรับประกัน เพราะความจำล้วนๆ ไม่ได้ตรวจสอบกับตำรับตำราหรือบุคคลที่น่าเชื่อถือแต่ประการใด โดยแวะไปตามฤกษ์สะดวก กล่าวคือ
ลำดับที่ ๑ วัดพนัญเชิง วัดนี้จะสร้อยนามว่า วรวิหาร หรือไม่จำไม่ได้ เป็นวัดที่ท่านว่าสถิตมั่นคงมาตั้งแต่ก่อนสมเด็จพระเจ้าอู่ทองจะทรงสถาปนาพระนครศรีอยุธยาเป็นราชธานี มีตำนานเกี่ยวกับพระเจ้าสายน้ำผึ้งและพระนางสร้อยดอกหมาก พระธิดาพระเจ้ากรุงจีนที่จะมาอภิเษกเป็นพระมเหสี มีการงอนกันไปมาอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยพระเจ้าสายน้ำผึ้งติดพระราชกิจไม่มารับพระนางจากสำเภาตามกำหนดหรืออย่างไรนี่แหละ พระนางเสียพระทัยและสิ้นพระชนม์ จึงเกิดการสร้างวัดขึ้นให้แก่พระนาง เคยอ่านหนังสือมาว่าอาจจะชื่อเพี้ยนมาจากวัดพระนางเชิญ หรืออย่างไรมิแจ้ง ก็สันนิษฐานกันไป
ในวัดแห่งนี้มีพระหลวงพ่อโต หรือชาวจีนเรียกว่า “ซำปอกง” ทำให้นึกถึงพระหลวงพ่อโต หรือ “ซำปอกง” แห่งกรุงเทพฯ ที่วัดกัลญาณมิตรที่ฝั่งธน ตรงข้ามกับปากคลองตลาด
นอกจากหลวงพ่อโตองค์ใหญ่ซึ่งกำลังมีการบูรณะลงรักปิดทองใหม่ ในวิหารด้านข้าง มีพระเงิน พระทอง พระนาก ประดิษฐานด้วย ในจังหวะนั้น เราได้เข้าไปนมัสการและร่วมบุญกับอีกคณะหนึ่งจากที่ใดไม่ทราบ ก็เลยได้ถวายสังฆทาน ถวายพระพุทธรูปกับเขาไปโดยปริยาย
ลำดับที่ ๒ วัดใหญ่ชัยมงคล วัดนี้เคยมาหลายครั้ง (ก็ยังจะมาอีก) เป็นวัดที่กล่าวกันว่าเป็นการสร้างเพื่อเฉลิมพระเกียรติแด่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชครั้งทรงชำนะศึกยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชา โดยมีพระเจดีย์ชัยมงคลเป็นจุดเด่น ดังตำนานว่าพระนเรศทรงกริ้วทหารที่มิสามารถตามไปช่วยพระองค์ในศึกได้ทันโดยจะชำระโทษประหาร แต่สมเด็จพระพนรัตน์ (บ้างว่า “วนรัต” ก็ความหมายคือกัน) ได้ไปทูลขออภัยโทษและให้ทหารชดใช้ความผิดโดยการสร้างวัดแทน ปัจจุบันมีการสร้างหอที่ระลึกสมเด็จพระนเรศวรมหาราชไว้ด้านหลังด้วย ซึ่งมีพระบรมราชานุสาวรีย์ขนาดใหญ่ของพระองค์ประดิษฐานไว้ภายใน ภายนอกล้อมด้วยสระน้ำและมีตุ๊กตาไก่ชนจำนวนมากวางเรียงรายเต็มไปหมด
ลำดับที่ ๓ วัดท่าการ้อง วัดนี้ไม่เคยมา เคยได้ยินชื่อครั้งแรกจากหนังสือพระเครื่องของพ่อ วัดนี้เป็นวัดเก่าแก่ตั้งแต่สมัยอยุธยาเป็นราชธานี ในพระอุโบสถประดิษฐานองค์หลวงพ่อยิ้ม ซึ่งว่ากันว่าขอพรได้สี่ข้อ มีประชาชนมาสักการะกันมากมาย นอกจากนี้ยังมีวิหารใกล้ๆ ที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุให้ประชาชนสักการบูชาด้วย
ตามที่ได้ฟัง วัดนี้ปัจจุบันตั้งอยู่ในเขตชุมชนมุสลิม มีชาวพุทธอยู่ ๔ ถึง ๕ หลังคาเรือนเท่านั้น ดังนั้นการอุปถัมภ์บำรุงวัดจึงอาศัยญาติโยมภายนอกที่เข้ามา การบิณฑบาตบางทีก็ไม่พอเพียง ต้องให้ชาววัดที่อยู่ใกล้หุงข้าวทำอาหารถวาย ฉันจึงชวนพี่วีถวายข้าวสารกันขนละถุงให้กับทางวัด
จุดดีเด่นอีกอย่างของวัดนี้ก็คือ บริเวณวัดปลูกดอกไม้สวยงามไปทั่วบริเวณ และมีห้องส้วมชนะเลิศ ซึ่งสมควรจะชนะเลิศ (เสียดายไม่ได้ถ่ายป้ายประกาศเกียรติคุณไว้) เพราะว่าสะอาดและตกแต่งด้วยพฤกษานานาพรรณดั่งสวนดอกไม้ ห้องส้วมยังติดม่านงดงามพร้อมเครื่องปรับอากาศอีกด้วย เห็นแล้วเป็นอึ้งทุกรายไป ขอให้ได้มาชมเถิด
ลำดับที่ ๔ วัดราชประดิษฐาน เป็นวัดที่พระเธียรราชามาทรงผนวช สภาพใหม่มากในปัจจุบัน มีสาละเสี่ยงทายปลูกไว้ภายในวัด ต้นสาละมีต้นเดียว และดูไม่ขลังเท่าใด เนื่องจากวัดนี้ได้รับการบูรณะอย่างดีจนใหม่เอี่ยมอ่อง จึงอาจจะดูเหมือนวัดยุคนี้ ความน่าสนใจในเชิงโบราณสถานอาจจะน้อยกว่าที่อื่น จึงไม่มีเรื่องจะเล่ามาก (เพิ่มเติมแก้ไข้ - วัดนี้มีการสวดสะเดาะเคราะห์ให้เราด้วย, ๙ เม.ย ๕๑)
ลำดับที่ ๕ วัดธรรมิกราช เป็นวัดเก่าแก่ มีโบราณสถานที่งดงามได้แก่ เจดีย์สิงห์ล้อม และพระอุโบสถโบราณขนาดใหญ่ เจดีย์สิงห์ล้อมนั้นเพิ่งเคยเห็นของโบราณที่นี่ วัดนี้ไม่เคยมาเยือนมาก่อน ก็รู้สึกดี เพิ่งทราบว่าเศียรพระองค์ใหญ่ในพิพิธภัณฑ์ของจังวัดพระนครศรีอยุธยานั้นที่แท้ก็คือเศียรพระจากวัดนี้นั่นเอง ปัจจุบันก็มีเศียรจำลองให้คนสักการะ
สิงห์ล้อมเป็นศิลปะแบบเขมร มีลายปูนปั้นงดงาม จากป้ายเล่าว่าแผงคอสิงห์แต่ละตัวมีลายต่างกันไป บางตัวก็ดูยังมีหน้าตาสมบูรณ์ใช้ได้ บางตัวก็ง่อนแง่นหักพังไปตามเวลา ส่วนพระอุโบสถเก่านั้น ก็สูงตระหง่านใหญ่โตใช่น้อย ไปเดินนับเสากันภายในตัวอาคารได้แถวละ ๑๑ ต้น สูงใหญ่ จินตนาการถึงครั้งยังสมบูรณ์คงจะอลังการใช่ย่อยทีเดียว
นอกจากนี้ ในอุโบสถปัจจุบัน ซึ่งเล็กมากๆ มีพระเสี่ยงทาย เรื่องการงานเรื่องความรัก ก็ว่ากันไป สังเกตว่าแต่ละวัดที่ไปจะมีพระเสี่ยงทาย หรือมีกิจกรรมเด่นประจำวัดให้สาธุชนได้ลองทำ นอกจากตัวพระอุโบสถปัจจุบัน ด้านทางเข้าวัด มีวิหารประดิษฐานพระนอนที่เชื่อว่าสร้างไว้โดยพระมเหสีในสมเด็จพระบรมโตรโลกนาถ เป็นพระนอนขนาดปานกลาง เก่าแก่ทีเดียว กิจกรรมเสริมก็คือเซียมซีคอมพิวเตอร์ ซึ่งฉันไม่ได้ลองเล่น
ลำดับที่ ๖ วัดกษัตราธิราช วัดนี้ดูจะใหม่ๆ เอี่ยมมากๆ
แก้ไขเพิ่มเติม (๙ เม.ย. ๕๑) ด้วยความสับสนกับวัดราชประดิษฐาน จึงไปค้นในกูเกิล ก็พบว่าวัดนี้เป็นวัดที่มีต้นสาละนั่นเองแหละ (ดูรูปดอกสาละด้านล่าง) ในอุโบสถมีพระสามองค์ดังในภาพ สถานที่สะอาดตาทีเดียว จะว่าไปคือใหม่ซะจนไม่มีจุดจะจำ อิๆ
ลำดับที่ ๗ วัดหน้าพระเมรุ วัดนี้มาหลายครั้ง เพราะเป็นวัดไฮไลต์ในจังหวัดนี้ มิได้ถูกพม่าเผาทำลายในการศึก เหตุเพราะเป็นที่ตั้งค่ายของอลองพญาเพื่อระดมยิงปืนใหญ่เข้าสู่พระราชวังหลวง นึกแล้วก็ให้อนาถนัก
ปัจจุบันที่พระสำคัญพึงนมัสการได้แก่ พระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ หลวงพ่อพระทวาราวดี หลวงพ่อขาว และหลวงพ่อพระเชียงแสนอีกองค์ ซึ่งองค์หลังนี้มิได้เข้าไปกราบและยังไม่เคยเห็น แต่ละองค์ที่ว่ามาอายุเป็นร้อยๆ ปีทั้งสิ้น หากกราบรวมกันได้อายุรวมประมาณสองพันเกือบสามพันปี
อันว่าพระพุทธนิมิตวิชิตมารฯ นั้นเป็นพระประธานในพระอุโบสถ เรื่องความงามนั้นมิพักต้องกล่าวถึงเพราะเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องที่วิจิตรอลังการ (ดูจากภาพ) ส่วนพระพุทธรูปศิลาสมัยทวาราวดีในวิหารน้อยด้านข้างก็มีอายุนับพันปี มีความงดงามและเคยสักการะมาแล้วแต่กาลก่อน
เรื่องพระทรงเครื่องนี้ เคยได้เกร็ดมาจากท่านอาจารย์สมัยเรียนว่า เป็นปางที่พระพุทธเจ้าทรงต้องการทรมานพระยาอะไรสักองค์ที่คิดว่าไม่มีใครจะรุ่มรวยมากไปกว่า พระพุทธองค์จึงทรงเนรมิตพระองค์เป็นดังจักรพรรดิราชผู้ยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าเพื่อให้พระยาตนนั้นคลายทิฐิมานะ แล้วทรงเทศนาโปรด สังเกตว่าสมัยอยุธยานิยมสร้างพระทรงเครื่องกันมาก เพราะส่วนตัวเห็นมีพระปางห้ามสมุทรทรงเครื่องสมัยอยุธยาหลายองค์ อย่างในพระอุโบสถวัดพระแก้วปัจจุบันก็มีพระทรงเครื่องฉลองพระองค์รัชกาลที่ ๑ และ ๒ คือพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และพระพุทธเลิศหล้านภาลัยที่เป็นศิลปะได้อิทธิพลจากอยุธยา (คนกรุงเทพฯ สมัยแรกก็น่าจะเป็นคนอยุธยาอพยพตามกันมา)
มีแต่หลวงพ่อขาวที่ยังไม่เคยเห็น มาทีไรก็ไม่มีใครบอก จึงได้เข้าไปด้านในและกราบเป็นครั้งแรก เขาว่าสร้างจากทองคำขาว สุกปลั่งทั้งองค์ งดงามแปลกตามาก (ดูภาพ) ส่วนหลวงพ่อพระเชียงแสนเก่าแก่อีกองค์นั้นไม่มีเวลาพอจะเดินไป คาดว่าคงต้องมาอีก
ลำดับที่ ๘ วัดกลางคลองสระบัว เป็นการมาวัดนี้ครั้งแรก เป็นวัดเล็กๆ ที่ดูไม่มีอะไรเลย มีอุโบสถเก่าคร่ำ บริเวณหรือก็น้อยนิดนัก ภายในอุโบสถประดิษฐานหลวงพ่อทันใจ และหลวงพ่อเพชร พระพุทธรูปเก่าแก่อายุมากกว่า ๕๐๐ ปีทั้งสององค์ ข่าวว่าเคยถูกโจรใจบาปยกท่านไปแต่ไม่พ้นวัด ก็ต้องเผ่นด้วยเหตุอันใดไม่แจ้ง องค์พระจึงอยู่ดีในถึงทุกวันนี้
วัดนี้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ตรงที่เป็นวัดในบริเวณที่ลอบปลงพระชนม์ ขุนวรวงศา และแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ ซึ่งสองพระองค์ทำทุรยศต่อแผ่นดิน จนถูกหลอกว่าให้มาคล้องช้างเผือกโดยต้องเดินทางทางชลมารถผ่านทางคลองสระบัว และบริเวณนั้นเองที่ทรงถูกปลงพระชนม์พร้อมพระโอรสน้อย
ที่วัดนี้ ได้ทำสังฆทานอีก และทำบุญถวายที่ดินให้แก่วัดด้วย ใช้เวลาวัดนี้ไม่มากนัก หลังจากถวายสังฆทานมีเลี้ยงข้าวราดแกงไก่รสดี ฝีมือชาววัดแถวนั้น ทำเลี้ยงคณะของ ขสมก. พี่คนทำแกว่า หลวงพ่อให้เงินมาทำเลี้ยงญาติโยม พวกเรานั่งกินกันใต้ร่มต้นโพใหญ่ ขณะนั้นมีตะกวดสองตัววิ่งออกมาจากไหนมิทราบ กำลังจะถูกหมาวัดกวดเล่นเสียแล้ว จนพี่ผู้หญิงอีกคนที่เป็นชาวบ้านแถวนั้นต้องเอาไม้เขี่ยให้ตะกวดรีบหนีไป ไม่งั้นเอ็งตายแน่
ตรงใกล้ๆ มีสระบัวขนาดไม่ใหญ่ คาดว่าน่าจะเป็นบัวสมัยหลัง ที่ปลูกไว้ให้สมชื่อวัดเสียหน่อย เพราะไม่รู้คลองสระบัวสมัยนั้นจะอยู่เหลือถึงเดี๋ยวนี้หรือเปล่า
ลำดับที่ ๙ วิหารพระมงคลบพิตร ที่นี่มาหลายครั้ง เมื่อก่อนสอบเอ็นท์เข้ามหาวิทยาลัยก็ได้มาขอพรจากองค์หลวงพ่อพระมงคลบพิตรและได้ทำบุญห่มผ้าให้กับท่านในครั้งนั้นด้วย ครั้งแรกที่มา องค์ท่านเป็นลงรักสีดำล้วน ต่อมาสมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงมีพระราชศรัทธาให้ปิดทองทั้งองค์ จึงแลอร่ามในปัจจุบัน
สมัยโน้น องค์พระถูกทำลาย พระโมลีแหว่ง พระพาหาขวาก็หายไป สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงเสด็จมา ดังมีภาพเก่าติดไว้ในวิหาร จนครั้งหลัง นายพลอูนุจากพม่าได้มาเห็น และคงจะรู้สึกสังเวชก็ได้ให้เงินรัฐบาลได้มาจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งเยอะมากในสมัยนั้น และรัฐบาลไทยเองก็เพิ่มเข้าไปอีก ๒๕๐,๐๐๐ บาท จึงได้ปฏิสังขรณ์วิหารขึ้นมาใหม่ดังที่เห็น ฝีมือมนุษย์นี้ก็ช่างมหัศจรรย์ดีแท้
พี่วีกับฉันเดินเข้าไปไหว้พระเสร็จก็ออกมาเดินเล่นในเขตวัดพระศรีสรรเพชญ์โบราณ เสียค่าเข้าชมคนละ ๑๐ บาท ก็ช่วยชาติกันไป จริงๆ วิหารมงคลบพิตร เป็นส่วนหนึ่งของวัดหลวงในพระราชวังแห่งนี้ เปรียบไปก็คือวัดพระแก้วในสมัยกรุงศรีอยุธยานั่นเอง เป็นวัดในวังสำหรับพระมหากษัตริย์ทรงประกอบพิธีต่างๆ ถัดไปด้านในจึงเป็นเขตพระราชวังหลวง ซึ่งปัจจุบันมีแต่ฐานอิฐ เพราะองค์พระที่นั่งทั้งหลายถูกเผาสิ้นซากเนื่องจากเป็นไม้ทั้งสิ้น
เสร็จการเดินทางด้วยการหาขนมบะบิ่นหน้าวิหารกินสักกล่อง แล้วก็ขึ้นรถกลับสู่กรุงเทพฯ พระนครปัจจุบันโดยสวัสดิภาพ คณะทัวร์ทำเวลาแต่ละวัดได้ดีมาก (แต่ละวัดให้เวลาต่างๆ กันไป ๔๐ นาที ถึง ๖๐ นาที) ก็ถึงบางนาที่เดิมประมาณไม่เกิน ๖ โมงเย็น
ฉันกับพี่วีคิดว่าจะไปทัวร์กับ ขสมก. ในเส้นทางอื่นบ้าง จะว่าไปก็เป็นการท่องเที่ยวง่ายๆ ที่สบาย ราคาไม่แพง ปลอดภัย ได้แวะถ่ายรูป หาอะไรอร่อยๆ กิน ได้ดูวัดแปลกๆ ตา แล้วก็ได้ทำบุญไปด้วย ใครไม่เคยไป ก็ลองไปดูนะครับ สงสัยก็โทร ๑๘๔ ศูนย์ข้อมูล ขสมก. ที่เราถามเส้นทางรถนั่นแหละจ้ะ เขาตอบได้เรื่องทัวร์อันนี้
ปล. สิ่งที่สังเกต
๑ ห้องน้ำตามวัดหลายวัดที่ไปมา สะอาดน่าประทับใจมาก ไม่อายนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ
๒ ควรแลกธนบัตรย่อยไว้มากๆ เช่น ธนบัตร ๒๐ บาท แลกไว้เยอะๆ หรือมีเหรียญ ๑๐ ก็เอาไปเยอะๆ เพราะเวลาทำบุญหยอดตู้ก็สะดวกดี จะได้หยอดได้หลายจุด บุญกระจาย
๓ วัดโบราณบางวัดได้รับการบูรณะจนใหม่ ทีแรกก็ไม่ชอบเพราะดู Brand New มาก ไร้บรรยากาศความขลังโบราณ แต่นึกๆ ไปก็ดีนะ เพราะเป็นการบำรุงพระศาสนากันไป คนบูรณะเขาก็ได้บุญน่ะนะ อย่าไปคิดมากเลย (ฉันคงคิดไปคนเดียว แต่ขอเขียนไว้หน่อย)
๔ บางวัดไม่ต้อนรับนักท่องเที่ยวเพราะเสียงดังทำลายความสงบ เช่น วัดมเหยงณ์ (สะกดอาจจะผิดนะ ขออภัยหากผิด) เจ้าหน้าที่เล่าว่า วัดนี้ปฏิบัติพระกรรมฐาน ถ้าคนเยอะเสียงดัง ไม่ดี ท่านเลยขอไม่ให้ไป อยากไปก็ไปเอง ไปอย่างสงบๆ นึกไปก็ดี ไปแล้วทำลายการปฏิบัติธรรมของพระเณร แม่ชี คงจะได้บาปมากกว่าเป็นแน่แท้
๕ บางวัดก็มีการก่อสร้างอะไรเพิ่มเติมจนเยอะเกิน และสถาปัตยกรรมก็ขัดๆ ไงไม่รู้ ไม่ชอบเลย แต่จะทำไงได้ ก็บ่นให้ฟังเนี่ย
April 01 บันทึกของบอทเขียด คืนวันที่ 31 มีนาคม 2551 ณ That’s Itในที่สุด ฉันก็ทำสำเร็จกับ 60 Days Challenge โยคะมาราธอน 60 วันติดกัน และคงจะได้ครอบครอง voucher spa มูลค่า 5000 บาทในมิช้า (นึกในใจ..กรูบ้าเล่นอะไรกันเนี่ยตั้งสองเดือน) แต่ก็นั่นแหละ วันที่ 31 วันนี้ ฉันลางานครึ่งวันบ่าย รีบพุ่งไปโยคะก่อนเพื่อทำภารกิจให้เสร็จสิ้นกับคลาสรอบเที่ยงครึ่ง เพื่อให้สบายตัวสบายใจ พร้อมไปพบกับพิชชี่และออกัสในยามค่ำ
เล่นโยคะเสร็จบ่ายสอง จัดแจงอาบน้ำชำระกายา และเม้าท์แตกกับพนักงานในคลับได้จนกระทั่งบ่าย 3 ท้องเริ่มฟ้องว่าหิวเหลือเกิน จริงสินะ.. ฉันยังไม่ได้กินอะไรเลยนอกจากอาหารเช้าซึ่งได้แก่ แซนวิชทูน่า 1 อันและนมถั่วเหลืองหนึ่งกล่อง (อยู่ไปได้อย่างไรนี่?) ไม่ได้การ..ฉันรีบพาตัวเองออกจากฟิตเนสอย่างด่วน เพราะหิวเหลือที่ เดินไปมาท่ามกลางดงร้านอาหารที่ชั้น 6 ศูนย์การค้าแห่งมัชฌิมโลก เอ๊ยย .. เซ็นทรัลเวิลด์ตะหาก ไอ้บ้า...นี่แกอ่านลอร์ด ออฟเดอะริงส์ มากไปป่าวเนี่ย..
หามีร้านใดต้องใจไม่ ... คิดไปมา ไปกินที่เดิมดีกว่า.. มอสเบอร์เกอร์ เอาแซนวิชปลาใส่กระเพาะพร้อมสลัดผักและโค้กซีโร่ (ใส่น้ำแข็งซะเยอะ ..จืดซะ) เวลาผ่านไปพร้อมกับนั่งอ่านคินดะอิจิ ฉบับนิยาย เล่ม 9 (ดองมานานตั้งแต่ซื้อที่งานหนังสือเดือนตุลาปีก่อน) จนได้เวลาเกือบ 5 โมง คิดว่าเราควรเดินทางไปใกล้ร้าน That’s It อีกสักหน่อย
อาศัยรถไฟฟ้าบีทีเอสอันรวดเร็วปานกามนิตหนุ่ม จากสถานี (รักแห่ง)สยาม ไปยังสถานีศาลาแดงใช้เวลาเพียงชั่วลัดนิ้วมือ ..ความง่วงเริ่มเข้าครอบงำ.. กว่าร้านจะเปิดให้เข้าก็ปาเข้าไปตั้งทุ่มนึง เวลา 5 โมงจึงเหมาะควรแก่การหากาแฟมาซดสักแก้ว จะมีร้านใดเหมาะกับบรรยากาศกาแฟเท่าสตาร์บัคส์ .. นั่งจิบลาเต้ร้อนหอมกรุ่นพลางนั่งอ่านหนังสือรอเวลา ชมบรรยากาศความพลุกพล่านของคนเมืองแถวสีลมก็ให้ครึ้มใจ
ไม่ช้านานก็ได้รับสายจากคุณเก๋ Sam_dean แห่งบอร์ดวิชญ์วิสิฐ ซึ่งได้เกื้อกูลฉันในการจองบัตรว่ากำลังพุ่งตรงมาจากอนุสาวรีย์ชัยฯ ฉันนั่งละเลียดกาแฟอีกสักพักหลังวางสาย และพุ่งตรงไปยังศาลาแดงซอย 1 กะว่าให้ทันกับเวลาร้านเปิดหนึ่งทุ่ม
ไปถึงร้านมีประชาชนหนาตายืนรอออกันด้านหน้า พบปะพี่น้องชาวบอร์ดที่คุ้นเคย เวลาผ่านไปจากหนึ่งทุ่มเป็นหนึ่งทุ่มครึ่ง จนร้านเปิดพร้อมการแอบบ่นจากฉันว่าทำไมมันให้รอน๊านนาน(วะ)
บรรยากาศก่อนเริ่มเป็นไปอย่างเบาสบายเหมือนงานรวมรุ่น กินกันไปคุยกันไป เพราะเราเดาได้ว่ามินิคอนฯ จะเริ่มเลทไปเล็กน้อย ด้วยความกระหาย ฉันเอาบัตรเข้างานไปแลกซอฟท์ดริ๊งค์ ซึ่งมีหลายอย่างให้เลือก ได้แก่ น้ำเปล่า 1 ขวด สไปรท์กระป๋อง แฟนต้าน้ำส้มกระป๋อง โค้ก และไฮเนเก้นเบียร์ขนาดเล็ก ...เมื่อพิจารณาแล้ว ฉันจึงเลือกเครื่องดื่มที่ดูคุ้มค่ากับราคาบัตรมากที่สุด 555 ... เบียร์ไง บรรยากาศเยี่ยงนี้ .. (พลางโดนกัดแทะจาก กอล์ฟ ไก่กา ว่ามันจะไปฟ้องครูโยคะว่าฉันแอบกินเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่หารู้ไม่ว่าครูบางคนก็ตัวกินเหมือนกันแหละ)
นอกจากเครื่องดื่มที่มีมากับบัตรแล้ว ก็มีอาหารด้วย ด้วยความหิวหน่อยและต้องเผื่อพลังงานสำหรับคอนฯ จึงควักกระเป๋า 80 บาทกับทอดมันหนึ่งกล่อง (ค่อนข้างแพง แต่ก็นะ) ในขณะที่พี่อาภรณ์งามของเราที่เพิ่งมาถึงสั่งข้าวไก่อบ (แต่ทำไมมันออกมาเป็นข้าวเปล่าหนึ่งจานกับไก่ในอยู่ในชามมีน้ำแกง เหมือนไก่ต้มตุ๋นยาจีนยังไงไม่รู้ .. งง)
พี่อาฯ วันนี้มาในชุดก๊อปน้องพิชชี่อย่างที่สุดเท่าที่ทำได้ มีเสื้อสีน้ำตาลลายมิกกี้เม้าส์ (ที่ไปยืมมา ตามคอนเซ็ปท์น้อง) กางเกงสีน้ำตาลและรองเท้าผ้าใบ (ซึ่งพี่ ศิษย์เก่า ซ.น.ค. บอกว่าเพิ่งไปหาซื้อมาสดๆ ร้อนๆ .. เอากะแกสิ) พร้อมทรงผมที่เพิ่งไปตัดมาอย่างใส ทำเอาแฟนคลับอาภรณ์งามกรี๊ดกันถล่ม เพื่อให้การก๊อปสมบูรณ์แบบพวกเราเรียกพี่อาฯ อย่างไม่กระดากว่าน้องพิชๆ พร้อมเข้าไปรุมถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน งานนี้น้องโดนัทของเราโดนพี่อาฯ แอบจุ๊บแก้มไปด้วย ไม่รู้ใครต้องรับผิดชอบใคร 5555 เริ่มรู้สึกว่าบัตรไม่แพงก็ตรงที่มีพวกเราๆ นี่แหละไปทำให้บรรยากาศมันน่าไป (อย่างที่โบว์เคยบอกว่าเหมือนเราซื้อขนมแล้วมีของเล่นแถมมาด้วย)
วันนี้โบว์มา แต่มาอย่างป่วยๆ หน้าตาซีดเซียว เพราะยังไม่หายไข้ดี เลยแซวไปว่าสงสัยต้องให้พิชมาหอมแก้มถึงจะหาย ก็ขำๆ กันไป
กินดื่มเฮฮากันได้พอสมควร มินิคอนฯ ของออกัสก็เริ่มขึ้น ไม่ทันดูว่าเริ่มเล่นกี่โมง น้องๆ วันนี้มาในคอนเซ็ปท์เสื้อผ้าหน้าผมอย่างแฟนซี เรียกเสียงกรี๊ดได้อย่างชะงัด พร้อมกับป้ายไฟมากันพรึ่บ แวนน่ารักมากกับหูกระต่าย (แอบปันใจให้แวน 555) น้องต่อกับหมวกผ้าหมีแพนด้า นายน์ใส่แว่นดำน้ำ นนแต่งเหมือนจะไปชายหาดกับกางเกงทรงเลสีชมพูบางเบาล่อเป้าสุดๆ (น้านีย์บอกอยากเอาไฟส่อง) น้องเพชรกับทรงผมหัวแหลมออกแบบโดยพิชชี่ ส่วนพิชก็โดนแซวว่าไปยืมเสื้อใครมาใส่อีกหรือเปล่า แต่ได้รับการยืนยันว่างานนี้ซื้อเองจากฮ่องกงเชียวนะ ที่เด็ดสุดเห็นจะเป็นโจ้ กับเข็มขัดไฟวิ่งสีแดง คำว่า DIVA ทำเอาเหล่าสาวกออกัสฮากระจาย ..ดูดู๋ น้องเค้าทำไปด้ายยย (หรือจะแอบสื่ออะไรกับผู้ชม..อันนี้แหล่งข่าวไม่แจ้ง 555) ถือได้ว่าเป็นมุขที่สุดยอดอันหนึ่งเลย หลังจากที่เล่นกับเสื้อสีแรงเมื่อคืนวันอาทิตย์ที่เซ็นทรัล เวิลด์
อารมณ์มินิคอนฯ คืนนี้ ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าสนุกมาก บรรยายไม่ถูก มะเดี่ยวออกลีลาน้อยวงพรูตามที่พิชแซว ทำเอาฮากันได้อีก พิชวันนี้เต็มที่มากๆ ได้ใจกันไปเต็มๆ แอบอิจฉาคนที่จะตามไปดูน้องๆ ที่เชียงใหม่กันเล็กน้อย ช่วงกลางคอนฯ มีจับชื่อแจกโปสเตอร์พร้อมลายเซ็น น้องๆ ก็ลงไปนั่งเรียงกันเป็นขั้นบันไดระหว่างที่พิธีกร พิช และมะเดี่ยวทำการ “จก” ชื่อผู้โชคดีจากโถ มีช้อตนึงมะเดี่ยวเปิดโอกาสให้ผู้โชคดีเลือกเอาหนุ่มน้อยในวงออกมาถ่ายรูป น้องมะแกยังเล่นมุขร้องเพลงคาราบาวนวลนางในอ่างน้ำแซวน้องๆ ได้อีก (วงนี้เค้าดีเนอะ แซงเอง ชงมุขกันเอง) เพราะน้องๆ นั่งกันเป็นแถวเหมือนสาวในตู้กระจกเลยทีเดียว 555
..และหนึ่งในผู้โชคดีที่ได้ออกไปรับโปสเตอร์ (มองๆ ไปคล้ายกับออกไปรับประกาศนียบัตรอะไรสักอย่าง) ก็คือ น้องโบว์ bowza นี่เอง จากอาการป่วยดูเหมือนว่าจะหายไปโดยพลันยามที่เธอตระกองโอบพิชและนนไว้ข้างกาย ชาวบอร์ดเราพูดอะไรไม่ออกได้แต่กรี๊ดกันอย่างเดียว (และแอบอิจฉาในใจว่าทำไมไม่เป็นกรูฟะ 5555) ฉันสังเกตสีหน้าพิชตอนที่โบว์ออกไป แต่จับสัญญาณอะไรไม่ได้ เพราะพิชคงจะเริ่มชินกับพี่โบว์ อิๆๆ
แน่นอน งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา ... ออกัสส่งท้ายอย่างประทับใจด้วยลีลาของมะเดี่ยวกับชาวคณะ
แต่สิ่งมหัศจรรย์ยังไม่หมดไปโดยง่าย หลังจากที่น้องๆ ออกัสลาเวทีไปแล้ว วงดนตรีอีกวงก็เริ่มบรรเลงเพลงอันมีมนต์ขลัง I Will Survive และแล้ว.. พี่อาฯ ของเราก็ลงไปวาดลวดลายลีลาแดนซ์ระดับโลก สวิงสุดเหวี่ยง ขอบอกว่าใครที่รีบออกจากร้านไปก่อนต้องเสียดายอย่างแรง ทำเอาพวกเราๆ อึ้งกันไปพัก ไม่วายฉัน, เก๋ Sam_dean และป้าลิซยังโดนดึงลงไปออกสเตปกะพี่ท่าน แถมเจ้า teacup กะโดนัทยังไปรูดเสาเล่นซะอีก โห.. แรงกันจริงๆ อยากให้พิชมาเห็นเสียเหลือเกิน
หมดแรงไปกับการกรี๊ดลีลาแดนซ์ของพี่อาฯ พวกเราก็ทยอยออกจากร้าน ฉัน กอล์ฟ ไก่กา และผู้คนอีกจำนวนหนึ่งยืนคุยอยู่หน้าร้าน เวลาผ่านไปนานพอสมควร พลางรถแท็กซี่เข้ามาแวะเวียนรับคนออกไป ทันใด พิชและน้องๆ ออกัสก็ออกมาขึ้นรถตู้กลับไปพักผ่อน ฉันจึงมีโอกาสยืนบ๊ายบาย น้องๆ ไปโดยไม่ได้ตั้งใจว่าจะรอ
กลับมาถึงห้อง สลบ... แต่สนุกและประทับใจ .. March 18 โยคะมาราธอน ตอน ๒โยคะมาราธอน ตอน ๒
วันนี้เล่นโยคะเป็นคลาสที่ ๔๕ อ่านว่า สี่สิบห้า โอ..แม่เจ้า ไม่คิดว่าจะเล่นอะไรได้ติดต่อกันนานขนาดนี้ สิ่งที่รู้ในตอนนี้คือเมื่อวานกลับมานอนระบมไปทั้งตัว แขนซ้ายส่วนสะบักไหล่ดูเหมือนสะบักสะบอม มันไม่ได้เจ็บปวดอะไรหรอก เพียงแต่ว่ามันล้าไปทั่วสรรพางค์กาย โดยเฉพาะแขนทางซ้ายแล้วก็ต้นคอลามไปถึงกระดูกสันหลังส่วนบน เมื่อเย็นเข้าคลาสรอบห้าโมง รู้สึกว่าอยากจะพักเสียเหลือเกินจริงๆ บริหารการหายใจท่าแรกแทบไม่อยากจะเงยคอไปข้างหลังเพราะตึงเอามากๆ
การเดินทางจากการฝึกหายใจท่าแรกไปจนจบกระบวนท่าโยคะทั้ง ๒๖ ท่า กับการหายใจชุดสุดท้ายเป็นไปอย่างหุ่น ไม่อยากคิดถึงความปวดเมื่อย ยิ่งท่าอรรธจันทราสนะ (ท่าพระจันทร์เสี้ยว) ต่อกับ หัตถปาทาสนะ (ท่ามือดึงส้นเท้าแบบยืน) ซึ่งเป็นท่าแรกของการวอร์มอัพ ไม่ต้องพูด มันตึงเส้นขาอย่างบอกไม่ถูก แต่ก็ทนเอาเพราะท่าวอร์มถ้าทำได้ถึงทำได้ดีที่สุดเท่าที่เราสามารถ ท่าต่อๆ ไปก็จะดีขึ้นเอง
จนไปถึงเริ่มท่านอน บิกรัมโยคะจะมีท่าศวาสนะ (ท่าศพ) คั่นอยู่ระหว่างเซ็ทเป็นระยะๆ ปกติการเอื้อมมือมาแตะปลายนิ้วเท่าจะไม่ค่อยเท่าไร แต่วันนี้แต่ไม่ได้เลยเพราะว่ามันแปลบๆ ที่เส้นในขาซ้าย จนต้องมาทนดัดเอาในท่าชานุศิราสนะ (ท่าหัวถึงเข่า) ถึงพอจะรู้สึกดีขึ้นหน่อย
ช่วงนี้เลยขอพักฝึกเวทไว้ก่อนเพราะไม่ไหว เทรนเนอร์โทรมาเมื่อบ่ายๆ เลยบอกปวดแขนซ้าย ไปยกอะไรคงจะเดี้ยงเป็นแน่ ขอให้หมดฤดูกาลบำเพ็ญทุกรกิริยาตรงนี้ไปก่อน ค่อยว่ากันจะได้มีวันพักกล้ามเนื้อบ้าง
การฝึกบิกรัมโยคะในห้องอุณหภูมิร้อนๆ แบบนี้ ฝึกหลายอย่าง สำคัญคือฝึกใจ ฝึกกายให้มีสมาธิและอดทน การฝึกแต่ละวัน บางวันก็ดีจนน่าใจหาย บางวันก็แย่แบบทำไมเราค้างท่านี้ได้ไม่นาน บางวันฝนตกตอนบ่าย พอตกเย็นคลาสนั้นจะร้อนเอาอย่างแรง เพราะความชื้นมีมาก ทำเอาเหงื่อโทรมกว่าปกติ (จริงๆ แล้วมันควรจะร้อนแบบนั้นแหละ)
จำได้ว่าช่วง ๗ วันแรก เริ่มปวดตรงกระดูกสันหลังส่วนล่างมาก เวลาทำท่าพระจันทร์เสี้ยวต้องโค้งตัวไปทางข้าง มันสุดยอดจริงๆ กว่าจะคลายเจ็บปวดก็ปาเข้าไปวันที่ ๑๓ ถึง ๑๔ ประมาณนั้น จากนั้นความรู้สึกแต่ละคลาส กับท่าแต่ละท่ามันก็จะมาเรื่อยๆ เป็นระยะ พอหายเจ็บกระดูกสันหลังส่วนล่าง ก็เริ่มจะเมื่อยไปทั้งตัว บางวันต้องอาศัยกินยาคลายกล้ามเนื้อก่อนนอนบ้าง แต่จริงๆ พยายามจะไม่กินยาอะไร ช่วงจากนั้นก็ฝึกได้เรื่อยๆ ทุกวันไม่ปวดไม่เจ็บ จนมาเริ่มโฟกัสกับบางท่าที่ฝึกมาตั้งนานแต่วางท่าผิดมาตลอด อย่างเช่น ท่าอรรธกุรมาสนะ (ท่าครึ่งเต่า) ที่ต้องเกร็งหน้าท้องและเอาหน้าผากแตะพื้นก่อน แต่ก่อนทำมาทำแบบลวกๆ หรือท่าศศังกาสนะ (ท่ากระต่าย) ที่จะต้องตั้งใจดึงส้นเท้าที่เอามาชิดติดกันด้วย แต่ก่อนก็ทำแบบก้มๆ ธรรมดาไม่ดึง พอมาดึงปุ๊บ จึงเกิดอาการยืดของกระดูกสันหลังส่วนบน ทำเอาตึงๆ และวูบวาบใช่น้อย
จากอดทนฝึกติดกันมาถึง ๔๕ วัน พบประสบการณ์ต่างๆ นานา และความรู้, ความรู้สึกหลายๆ อย่างดังต่อไปนี้
๑ น้ำหนักตัวหายไปประมาณ ๓ กิโลกรัมเกือบ ๔ ๒ กางเกงที่ใส่ไปทำงานหลวมลงอย่างน่ายินดี พร้อมกับการเลื่อนรูเข็มขัดก็ตามมา ๓ น้องที่ออฟฟิศทักว่าเออ ผอมลงนะ ที่สำคัญขนาดแม่บ้านที่ฟิตเนสยังทักว่าพุงหายไปเยอะ (จริงหรอ.. ทำไมเราเองรู้สึกว่ามันยังไม่ยอมไปไหนเท่าไหร่นะ) ๔ รู้จักเพื่อนที่ไปฝึกโยคะด้วยการมากยิ่งขึ้น เพราะเห็นหน้ากันบ่อย เลยได้คุยกันบ่อย บางคนไม่มาบ่อย แต่มาทีไรเห็นเราทุกทีจึงเริ่มทัก (คงคิดว่าเราเป็นดาราคนหนึ่งในคลาส) ๕ รู้สึกว่านานๆ เจอห้องร้อนแบบสุดๆ มันทรมานจริงๆ อยากให้มันร้อนแบบนี้ซะทุกวัน จะได้ชิน ๖ รู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วขึ้น เมื่อสังเกตได้ว่าการออกแบบท่ามันช่างคิดเหลือเกิน ๙๐ นาที แบ่งเป็นวอร์มอัพแค่ไม่กี่ท่า กินเวลาถึง ๓๐ นาที จากนั้นเป็นท่ายืนอีก ๓๐ นาที แล้วในช่วงยืนแบ่งเป็นทรงตัวหลักๆ ประมาณ ๓ ท่า ท่าแยกขาอีกประมาณ ๓ ท่า จากนั้นเป็นท่าบนพื้น คือท่าแบบนอนกับนั่งรวมกันอีก ๓๐ นาที จริงๆ มันแป๊บเดียวนะ แต่ทำไม๊ ทำไม ตอนทำมันนานจริงๆ (โดยเฉพาะเวลาฝึกกับลุงริช สุดโหด) ๗ ไม่ควรทาครีมบำรุงผิวก่อนเข้าคลาส แม้จะทาตั้งแต่บ่าย เพราะว่ามันจะลื่นสุดๆ ๘ ควรกินน้ำให้พอระหว่างวัน ตลอดวัน แต่อย่าหักโหมกินน้ำก่อนเวลาเข้าคลาสแค่ ๑ ชั่วโมง เพราะการไปปวดฉี่ขณะทำอาสนะนั้นไม่ใช่ความน่าอภิรมย์ยินดีแต่ประการใด ๙ ระมัดระวังในการกินอาหาร อย่ากินอะไรที่สร้างแก๊สมาก เพราะบางวัน พอถึงท่าพวันนามุกตาสนะ (ท่านอนงอขาขับลม) ลมบางอย่างที่ไม่ควรระบายในห้องเรียนร้อนๆ มันจะพยายามออกมาและเราต้องกักเก็บไว้เพื่อความสุขของสังคมโดยรวม ๑๐ ลืมไปจากข้อ ๔ นอกจากได้รู้จักเพื่อนมากขึ้น ยังได้ทำความรู้จักกับครูมากขึ้นด้วย เพราะครูจะเห็นเรามาทุกวันขยันศึกษา ก็จะมาคุยสอบถาม นอกจากนั้นในระหว่างคลาส ครูยังมาช่วยจับ ดัด ตกแต่ง ท่าของเราให้ถูกต้องยิ่งขึ้นด้วย ๑๑ การฝึกในเสื้อใกล้กับครู เป็นสิ่งที่กดดันจริงๆ เพราะจะต้องพยายามทำท่าให้ถูกแบบครู จะว่าไป มันก็ดีแหละ แต่ก็นะ ๑๒ บางครั้งเพื่อนร่วมห้องที่หน้าตาดีหุ่นดี ก็ทำให้เราเสียสมาธิเอาได้ง่ายและมากๆ ด้วย ๑๓ ครูเบนซ์มีจังหวะการนำตอนหายใจเริ่มคลาสได้เป๊ะที่สุด.. มีสมาธิที่สุด และครูเบนซ์ก็เฟิร์มสุดๆ ด้วย เฮ้ออ ฝึกกี่ปีจะได้หุ่นแบบนี้ ๑๔ รู้สึกว่าพอฝึกเข้าถี่ๆ ดื่มน้ำหลังคลาสเยอะกว่าเดิมมากๆ แถมดื่มไปแล้วไม่ค่อยจะปวดฉี่เท่าไร ร่างกายซึมเอาไปใช้หมด จึงเริ่มเชื่อแล้วว่าเหงื่อออกในคลาสมีปริมาณเป็นลิตรจริงๆ ๑๕ ดื่มนมถั่วเหลืองดีกว่าดื่มนมวัว นมวัวมีไขเยอะ ทำให้ข้อต่อหนืดร่างกายแข็งดัดยาก รวมไปถึงการกินเนื้อสัตว์ด้วย อันนี้ยังงดไม่ได้อ่ะ แต่พยายามกินปลามากกว่าหมูไก่ ๑๖ การฝึกท่าอาสนะและความอดทนต่อความร้อนในห้องไม่ยากเท่าพาตัวเองมาเข้าคลาสให้ได้โดยไม่มีข้อแม้ใด ๑๗ การถอดเสื้อฝึกสำหรับผู้ชายเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง นี่กว่าจะยอมมองตัวเองพุงยื่นในกระจกก็ล่อฝึกเข้าไปตั้งเดือนกว่า เพราะทนรำคาญกับเสื้อเวลาฝึกบางท่ากระต่ายไม่ได้เพราะพอก้มทีไร ไอ้เสื้อมันมาปิดจมูก หายใจไม่ถนัดเอาอย่างรุนแรงและรำคาญ อีกประการ พอถอดเสื้อฝึกเหงื่อจะระบายได้ดียิ่งขึ้นมากๆ ๑๘ พอจบการฝึกก่อนนอนพักยาวตอนจบคลาส ควรพนมมือตั้งจิตระลึกถึงสิ่งดีงามที่ตนนับถือ ทำให้ใจเป็นสมาธิ อันนี้เป็นความเชื่อส่วนตัว บิกรัมไม่ได้บังคับ เผอิญเห็นครูหลายท่านก่อนจะนอนลงพัก ก็จะพนมมือเหมือนระลึกถึงอะไรอยู่นาน เลยเอามาทำบ้างซึ่งก็ดีมาก ส่วนตัว ก็จะระลึกถึงพระรัตนตรัย องค์พระคเณศ พระศิวะเทพผู้ทรงเป็นโยคีราช บิดามารดา ท่านมหาฤาษีปตัญชลีผู้รวบรวมคัมภีร์โยคสูตรเป็นแบบแผนให้กับโยคะถึงทุกวันนี้ ระลึกถึงท่านโยคีบรมหงส์ โยคานันท์ ท่านพิษณุ โกศ คุรุของท่านบิกรัม ระลึกถึงท่านบิกรัม แล้วก็ครูที่สอนเราทุกวัน ให้ท่านมีความสุขรวมไปถึงเพื่อนในคลาส และไม่ลืมตัวเองด้วย ให้มีความสุขแล้วก็ฝึกได้อย่างปลอดภัยมีพัฒนาการ ๑๙ ฝึกมาเรื่อยๆ รู้สึกว่ากระดูกสันหลังยืดขึ้นมากกว่าเดิม ไม่ปวดหลัง ไม่ปวดไหล่เวลาทำงานนานๆ ๒๐ ระบบการย่อยอาหารดีขึ้น ระบบเผาผลาญดีขึ้นจริงๆ เหมือนบางทีกินไรเยอะ แต่มันละลายหายไปได้ดีกว่าสมัยที่ไม่ฝึกโยคะ น่าจะมาจากการที่เราฝึกและหลายๆ ท่าไปกดต่อมไร้ท่อที่เกี่ยวกับการกระตุ้นระบบเผาผลาญทำให้ร่างกายเผาพลังงาน เผาไขมันดีขึ้น
ยิ่งเขียนก็อาจจะยิ่งเยอะ วันนี้เขียนยาวมาก ดูเป็นสาระหน่อย เพราะว่ามันเป็นประโยชน์จริงๆ แล้วก็อยากจะบันทึกประสบการณ์จากตรงนี้ ให้เพื่อนๆ อ่านกันเพลินๆ อาจจะได้แรงบันดาลใจใหม่ในการรักษาสุขภาพ
อีก ๑๕ วันก็จะครบกำหนดการฝึกของโปรแกรม 60 Days Challenge จากนั้นก็ตั้งใจว่าอาจจะฝึกยาวต่อไป แต่คงจะขอพักสัปดาห์ละวันบ้าง เพราะอยากลดน้ำหนักลงกว่านี้ ไม่รู้อีกสองอาทิตย์หน้า น้ำหนักจะลงกว่านี้อีกหรือเปล่า?
วันนี้ขอตัวแค่นี้ ง่วงแล้วจ้ะ
ปล. เขียนคืนวันที่ 16 แต่โพสต์เลทมาเป็นวันที่ 18 มี.ค. 51 February 18 โยคะทรหด กับ การขอลายเซ็นดาราเป็นข้ออ้างเสมอๆ ว่าไม่มีเวลาเขียนบันทึก (จริงๆ คือพิมพ์) เพราะติดนั่นโน่นนี่ เหนื่อยบ้างล่ะ ดึกบ้างล่ะ สารพัดจะอ้าง หรือไม่..ก็นึกไม่ออกว่าจะเขียนเรื่องอะไร หากความเป็นจริงแล้ว มันมีเรื่องที่จะเขียนตั้งเยอะตั้งแยะ แต่พอนึกไปมาก็เข้าข้างตัวเองจนได้ว่ามันเหนื่อยนี่หว่า พอเหนื่อยต่อมจินตนาการทั้งหลายก็พลอยจะง่วงเหงาหาวนอนกันไปหมด ...มันก็เลยเขียนไม่ออกล่ะซี (แล้วจะบ่นทำไมวะเนี่ย)
วันนี้วันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ - นับตั้งแต่วันที่ ๑ ของเดือนนี้ซึ่งเป็นวันเริ่มโปรแกรม 60 Day-Challenge ของบิกรัมโยคะ ก็เป็นการเล่นโยคะต่อเนื่องโดยไม่หยุดแม้แต่วันเดียวนับได้ ๑๘ วันแล้ว โอ..แม่เจ้า..ช่างเก่งกล้าสามารถเหลือเกินนะเรา จะว่าไปวันนี้ถือเป็นวันที่ ๒๒ ด้วยซ้ำเพราะเล่นต่อเนื่องมาตั้งแต่วันที่ ๒๘ มกราโน่น ตั้งแต่ฝึกโยคะมาก็ไม่เคยบ้ามาราธอนเล่นติดกันนานขนาดนี้ และเราต่อมุ่งหน้าต่อไปให้ครบ ๖๐ วันดังใจหมาย เพราะอาจารย์บิกรัมบอกว่าให้เล่นครบสองเดือนติดกันแล้วชีวิตจะเปลี่ยนไป I promise ก็จะลองพิสูจน์คำพูดท่านสักหน่อย
มาบัดนี้ ก็พบว่าอาการปวดเมื่อยตามร่างกายจากการฝึกกลายเป็นมิตรที่ต้องพบปะกันทุกวัน แถมเรายังเก่งอีกตะหากที่มีสองวันในสัปดาห์ แบ่งเวลาไปฝึกกับเทรนเนอร์ส่วนตัวอีก (ว้าว หยั่งกะดาราฮอลลีวู้ดเลย) คืองานนี้กรูจะต้องผอมให้ได้ว่างั้น ๕๕๕ พอเสร็จจากเทรนเนอร์หนึ่งชั่วโมง ก็ไปต่อโยคะอีกชั่วโมงครึ่ง ..คิดๆ ไปนี่ ฉันจะบ้าไปหรือเปล่านะ.. แต่มันก็ทำได้ถ้าใจเราไม่ถอย อีกอย่างต้องคุมอาหาร พร้อมกับหาวิตามินที่จำเป็นและโปรตีนเสริมเข้าไปบ้าง (อันนี้เป็นความรู้สึกส่วนตัวอ่ะนะ)
.... ด้วยความที่ต้องรักษาวินัยในการเข้าโยคะร้อนสองเดือนนี้ยิ่งชีพ จะป่วยจะตายบ่มิได้ หากมีธุระปะปังก็ต้องจัดเวลาเผื่อให้กับท่านบิกรัมด้วยความภักดี เมื่อช่วงวันพฤหัสฯ ศุกร์ที่แล้ว อ่านบอร์ด Witwisit ก็พบว่าน้องพิช น้องโอ้ และน้องตาลจะไปโชว์ตัวแจกลายเซ็นที่ร้าน B2S ณ เซ็นทรัลเวิลด์ (เขียนยังไงฟะไอ้คำว่า World เป็นตัวอักษรไทยเนี่ย...) วันเสาร์ที่ ๑๖ ช่วงบ่ายสามประมาณนั้น จึงเกิดปลงสังเวชขึ้นว่าเราคงไปกับโดนัทไม่ได้แล้ว ๕๕๕ (โปรดชมภาพยนตร์ “รักแห่งสยาม” จะได้เก็ทมุขนี้) เพราะติดคลาสตอนบ่ายโมงถึงบ่ายสองครึ่ง พอบ่ายสามก็มีคลาสคลินิกของโยคะต่ออีกจนถึงบ่ายสี่ครึ่ง ซึ่งไอ้คลาสคลินิกนี่ก็คือคลาสที่ครูจะมาคุยเรื่องการวางท่าให้ถูกต้องทำยังไง เป็นทำนองคลาสคุยกัน และเราก็พลาดคลาสคลินิกเมื่อเดือนก่อนไปแล้วเพราะไปงานแต่งที่สุพรรณฯ แล้วนี่จะพลาดอีกคลาสนึงเพราะไปเฝ้าดาราฤา? คิดไปมาก็ตัดใจว่าให้เวลากับโยคะไปดีกว่า เพราะก็เจอน้องพิชหลายงานแล้ว และใช่ว่างานที่มีวันนั้นจะเป็นงานสุดท้ายเสียเมื่อไหร่
จึงเรียนโยคะด้วยความจดจ่อ พอเสร็จคลาสคลินิกจะเข้าไปอาบน้ำหลังบ่ายสี่ครึ่ง พลันก็พบมิสคอลจาก PR Witwisit.com ..เอ๊ะ โทรมาทำไม.. ก็เลยโทรกลับไปจึ่งทราบว่า น้องพิชกำลังจะมาที่ B2S ตอนบ่ายห้าโมง... กรี๊ดดดดดดดดด (อยู่ในใจ) ว่าสวรรค์ช่างเมตตา ให้ได้พบกะน้องอีกแล้ว ตอนนั้นใจพุ่งไปชั้น ๑ เรียบร้อยแล้ว ส่วนตัวยังเหม็นเหงื่อโคตรๆ ก็รีบจัดแจงอาบน้ำด้วยความว่อง ไม่ถึงสิบนาที เพราะต้องเสียเวลาเดินวนไปมาเพื่อหาร้านอีก (ไอ้เซ็นทรัลเวินนี่ ไม่รู้จะใหญ่ไปไหน..)
พอถึงร้านก็มีคนพอสมควร แต่ไม่ยักจะมากเท่าที่คิด ปราดตาไปก็พบพิชชี่ของเรายิ้มเหนื่อยๆ อยู่บนเวที และพบพี่น้องผองเพื่อนจากในบอร์ดมากันตรึม ทักทายกันเป็นที่หอมปากหอมคอ ก็คิดว่า กรูจะขอลายเซ็นน้องดีไหมเนี่ย เพราะมหาชนก็ต่างเข้าคิวรอน้องกันใหญ่ แต่ว่าต้องไปซื้อวีซีดีอีกชุด..เอาวะ..ไหนๆ แล้วก็เสียเงินอีก ๑๕๘ บาท แต่จริงๆ แล้วแพคเกจมันดีกว่าที่ซื้อที่เซเว่นเป็นกอง เพราะเป็นกล่องพับกระดาษอาบมันสวยงาม แถมยังมีโปสเตอร์กับกระเป๋าน้อยๆ แถมมาให้อีก (ไอ้กระเป๋านี้เล็กจัด ไม่รู้จะใส่อะไรได้) จ่ายเงินเสร็จสรรพพร้อมรับบัตรคิว ..ก็จรลีเข้าไปต่อแถว เกือบจะไม่ได้ให้น้องเซ็นซะแล้ว เพราะเค้ากำลังจะเคลียร์คิว ...และในที่สุดก็ได้ลายเซ็นน้องโอ้ น้องตาลและน้องพิชมาสมใจ ...ขอโทษนะ ..น้องโอ้ กะน้องตาล ตอนเซ็นนี่ แทบจะไม่ได้สนใจ ๕๕๕ เพราะจะพุ่งไปที่พิชอย่างเดียว สบโอกาสก็เลยถามน้องไปนิดว่าเข้าบอร์ดมั่งป่าว น้องก็ตอบมาให้ชื่นใจว่าเข้าไปเหมือนกัน แต่ไม่รู้จะตอบอะไร (น้องตอบมาก็ปลื้มแล้วนะ... คนไม่เคยเป็นแฟนคลับดาราอาจไม่เข้าใจอารมณ์นี้ ๕๕๕ จริงๆ ก็ไม่เคยเป็นแฟนคลับใครอ่ะ) .........เย้...เรามีลายเซ็นพิชแล้ว!!!! น้องใจดีมาก ซีดีสามแผ่นก็เซ็นให้ครบทุกแผ่น ส่วนตาลกับโอ้ เซ็นแค่คนละแผ่นเอง
เลยรู้สึกดี เพราะได้เจอน้องแบบไม่กดดันตัวเอง เพราะไม่ได้กะเกณฑ์อะไรไว้ล่วงหน้า นึกขอบคุณ PR ไม่หายที่อุตส่าห์โทรมาบอก ไม่งั้นก็แห้วไปแล้ว พอน้องกลับก็เลยไปสมนาคุณด้วยการเลี้ยงอาหารญี่ปุ่นที่ Zen กันสามคนกับ วมต.ด้วย อร่อยกันไป... คือจะบอกว่าวันเสาร์วันนั้นพบว่าตัวเองโคตรทรหด เพราะตื่นมาก็สิบโมง กินแค่ซาลาเปาลูกย่อมๆ กับแลคตาซอยหนึ่งกล่อง ..จากนั้นสิบเอ็ดโมงกว่าก็เริ่มเทรน...เอาตนเองไปทรมานกับการยกเวท..ซิทอัพกับลูกบอลซึ่งมันซี๊ดดมากๆ.. เสร็จเวทเทรนนิ่งเที่ยงกว่า ....จากนั้นต่อคลาสโยคะร้อนๆ ไปอีกชั่วโมงครึ่ง แล้วก็ต่อคลาสคลินิกอย่างที่เล่า... พลังงานมาจากไอ้ซาลาเปากะแลคตาซอย และไขมันสะสมล้วนๆ ตอนเย็นเลยหิวซะ ..ดีนะ ที่ไม่ต้องไปคลินิกหมอจริงๆ ๕๕๕
January 24 ว่าด้วยบิกรัมโยคะ - โยคะร้อนของฉันใกล้สิ้นเดือนแรกของศักราชใหม่ไปทุกที เวลาเดินเร็วอย่างสม่ำเสมอ เที่ยงตรงยิ่งกว่าสิ่งใดในโลกนี้
ลองสำรวจสิ่งที่ได้ตั้งเป้าหมายว่าจะทำในปีใหม่นี้ หลายข้อนั้น ก็มีข้อหนึ่งที่ตั้งใจทำก็คือการไปเล่นโยคะร้อน ช่วงสองอาทิตย์มานี้ เล่นเกือบทุกวัน เฉลี่ยอาทิตย์ละ ๕ ครั้งได้ โดยพยายามจะไม่หยุดเลย หรือไม่ก็หยุดติดกันอย่างมากไม่เกินสองวัน
บิกรัมโยคะ (Bikram Yoga) คือโยคะร้อนที่ไปเล่น ในคลับจะเรียกว่าบิแครม แบบสำเนียงฝรั่ง แต่โดยส่วนตัวแล้วอยากออกเสียงว่าบิกรัมมากกว่า ที่เรียกว่าบิกรัมโยคะก็เนื่องด้วยโยคะร้อนสูตรนี้เป็นผลจากการค้นคิดเรียบเรียงโดย ท่านคุรุ บิกรัม เจาดูรี ถือว่าน่าจะเป็นโยคะร้อนต้นฉบับของโลกสมัยใหม่ ประกอบด้วยท่าโยคะทั้งสิ้น ๒๖ ท่าและสองแบบฝึกหัดการหายใจที่เรียกว่า ปราณายามะ และกาบาลปาติ ท่าโยคะทั้งหมดนั้นได้รับการเรียบเรียงท่าต่อเนื่องโดยยึดหลักการทางวิทยาศาสตร์ว่าสามารถช่วยฟื้นฟูสมรรถนะและปรับปรุงการทำงานของระบบสรีระได้ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าภายในเวลา ๙๐ นาที ในห้องที่ปรับอุณหภูมิไว้ประมาณ ๔๐ องศาเซลเซียส ทั้งนี้ความร้อนจะช่วยทำให้ร่างกายมีความยืดหยุ่นมากขึ้นและลดโอกาสการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อในขณะฝึก
หะแรกเมื่อลองเล่นบิกรัมโยคะเมื่อหลายเดือนก่อน ก็ปรามาสว่าคงจะน่าเบื่อเต็มทน เพราะเล่นซ้ำๆ ซากๆ อยู่แค่ ๒๖ ท่า คือตอนนั้นเล่นโยคะแบบปกติที่ไม่ใช่ห้องร้อน (แต่ถึงไม่มีเครื่องปรับอุณหภูมิให้ร้อน ครูก็จะหรี่แอร์ลง และเหงื่อก็กระจายขณะฝึกเช่นเดียวกัน) มีท่าให้เล่นหลากหลาย จึงทำให้คิดกับบิกรัมโยคะไปเช่นนั้น
ครั้งแรกที่ฝึกบิกรัม ได้เรียนกับครูแอมผู้ได้รับการรับรองจากนิตยสาร Wow! ว่าเป็นครูคนหนึ่งที่เชี่ยวชาญในการสอน แถมหน้าตาออกไปทางลูกครึ่ง ดูท่าแฟนๆ โยคะจะเยอะ ก็พบว่าแอมสอนได้ดี ใจเย็นและมีเกร็ดความรู้เยอะมาก เหมาะกับการเรียนบิกรัมโยคะสำหรับผู้ลองฝึกครั้งแรก แต่เสียดายว่าวันแรกที่เล่น ห้องไม่ร้อนอย่างที่คาดเพราะฮีตเตอร์มีปัญหา จึงไม่ค่อยประทับใจนัก แถมการฝึกก็ต้องลุกๆ นอนๆ กันตลอด รู้สึกขัดๆ ไม่ชิน ติดจะรำคาญ (จริงๆ มองย้อนกลับไป น่าจะประทับใจนะกับความที่มันไม่ร้อน เพราะเห็นคนใหม่ๆ ทนร้อนไม่ค่อยจะได้ ใกล้จะปางตายกันเสียท่าเดียว) ก็เลยลองมาซ้ำหนสอง ก็พบว่าห้องร้อนอย่างที่โฆษณา ทีนี้เหงื่อก็กระจายได้ใจ ฝึกเสร็จกลับมา พอรุ่งเช้า ...โอ..พระเจ้า ระบบทางเดินหายใจคล่องขึ้นอย่างชัดเจนเหมือนเราไปกวาดท่อแล้วมันโล่งไหลสบาย ก็ทำให้เกิดความประทับใจกับบิกรัมโยคะขึ้นมาทันที
ทีนี้ โยคะแบบเดิมที่ฝึก ชักจะไม่ค่อยได้ไปเยือนซะแล้ว เพราะใจหันไปรักบิกรัมโยคะทีละน้อย จากที่ไม่เข้าขั้นตอนและแนวคิดที่ซ่อนไว้ในการออกแบบท่า วิธีการนอนพัก วิธีการยืน วิธีการหายใจ ก็ค่อยๆ เข้าใจมากขึ้น เรียนกับครูคนหนึ่งก็ได้เกร็ดอย่างหนึ่ง มาเรียนกับครูอีกคนหนึ่งก็ได้เพิ่มมาอีกอย่าง แถมเสน่ห์ของบิกรัมโยคะที่เคยคิดว่าน่าเบื่อกับท่าซ้ำๆ ซากๆ ก็คือ เป็นการเปิดโอกาสให้เราได้พัฒนากับท่าเดิมๆ ให้ดีขึ้นทุกครั้ง เพราะเราไม่จำเป็นต้องโลภมากไปเล่นท่าที่ดูเท่ แต่ทำไม่ได้ดี อีกประการ บิกรัมโยคะผสมผสานท่าง่ายยากผสานกันไป คนใหม่ที่เพิ่งเริ่มฝึกโยคะ หรือคนเก่งมาก่อนแล้วก็สามารถฝึกได้หมด ที่เด็ดมากคือการเรียบเรียงท่าที่ต่อเนื่องจริงๆ ท่าหนึ่งจะทำให้ร่างกายพร้อมสำหรับการฝึกท่าที่สอง ท่าที่สองก็เอื้อไปสู่การฝึกท่าที่สาม ...เป็นอย่างนี้จนจบ ท่าต่างๆ จะช่วยระบบกระดูกสันหลังอย่างมาก ความร้อนก็ช่วยทำให้เรายืดกระดูกสันหลังได้ดีขึ้น ถ้าตั้งใจฝึกติดๆ กันสัก ๒๐ ถึง ๓๐ ครั้ง คุณก็จะพบว่า กระดูกกระเดี้ยวของคุณมีการยืดตัวดีขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ ถ้าเทียบกับการฝึกโยคะแบบปกติในเวลาเท่ากัน
จะว่าไปโยคะทุกแบบดีหมด แต่บิกรัมโยคะ มีเทคนิคเฉพาะในการสอน ทุกครั้งครูก็พูดเหมือนกันแทบจะทุกประโยค ขอให้เราฟังให้ดีและทำตามอย่างเดียว ไม่ต้องไปคิดมาก และการฝึกบิกรัมโยคะทำให้เรามีสมาธิสูง เพราะคำพูดของครูหรือไดอะลอก (Dialogue) ได้ออกแบบมาอย่างดี เรียนที่ไหนในโลก ครูก็จะพูดแบบนี้หมด จึงทำให้บิกรัมโยคะเป็นวิธีการสอนที่มีลิขสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมายของอเมริกา ครูที่ฝึกก็ต้องได้รับใบประกาศรับรองจากท่านบิกรัมโดยตรง
ช่วงนี้ รู้สึกร่างกายได้พัฒนาไปมาก เตะขาในท่า Standing Bow Pose หรือท่าคันธนูแบบยืนได้สูงขึ้น ทำท่าอุตราสนะ หรือท่าอูฐ โดยที่แอ่นหลังได้มากขึ้น เวียนหัวน้อยลงมาก หรือไม่ ก็คือไม่เวียนหัวเลย เหลือแต่พุงที่ยังต้องพัฒนาให้มันลดทอนลงกว่านี้ต่อไป ๕๕๕
เดือนกุมภาพันธ์ ทางคลับจะมีจัด ๖๐ Days Challenge คือเล่นโยคะติดต่อกัน ๖๐ วัน ใครทำได้ก็มีบัตรกำนัลไปนวดสปาฟรี หรือไม่ก็เป็นแถมอายุสมาชิกอีกหนึ่งเดือนฟรี ก็คิดว่าจะท้าทายตัวเองดู เพราะหวังว่า ๖๐ วันจะช่วยเผาไขมันและลดน้ำหนักลงได้สัก ๑๐ กิโลแบบที่มีคนประสบความสำเร็จกันมานักแล้ว
อยากให้ทุกคนได้มีโอกาสฝึกโยคะกันนะ เพราะฝึกแล้วผลทีได้เยี่ยมยอดมาก ตอนฝึกก็ร้อน ก็เบื่อ ก็ท้อ ก็กลัวว่าจะตาย จะเป็นลม จะอ้วก ก็คิดอะไรไปต่างๆ นานา แต่พอฝึกเสร็จ ตัวเบา สบายเป็นที่สุด ไม่รู้จะบอกยังไง แถมมีประโยชน์มากกับระบบต่อมไร้ท่อภายในร่างกาย กล้ามเนื้อ และข้อต่อต่างๆ ก็ได้รับการฟื้นฟูด้วย ตอนแก่ๆ จะได้ไม่ต้องปวดหลังปวดเอว หรือหลังคดงอ
สาธยายขายบิกรัมโยคะมาซะเยอะ เพราะพรั่งพรูออกมาจากใจด้วยความรัก เพราะถ้าไม่รัก คงไม่กระเสือกกระสนข้ามคลับมาจ่ายเงินก้อนที่สองเพิ่มอีก... รู้สึกขอบคุณตัวเองที่ค้นพบสิ่งที่ชอบและหลงใหล และ..
น่าจะเป็นการออกกำลังกายที่ดีกับชีวิตที่เหลือตลอดไป ทั้งกายและทั้งใจได้พร้อมกัน
ใครสนใจก็ไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.bikramyoga.com ในเมืองไทยมีสอนที่ ทรู ฟิตเนส ผู้ได้รับลิขสิทธิ์ถูกต้องแต่เพียงเจ้าเดียว ไม่ได้ค่าโฆษณาแต่บอกให้ทราบเฉยๆ จ้ะ แต่ถ้าจะไปสมัครก็รีเฟอร์ถึงข้าพเจ้าด้วยก็จะดีมาก เพราะเผื่อจะได้ของแถมไรมั่ง รหัสสมาชิกที่ทรู ก็ TZ0005384 อิๆๆ
January 11 ถวายอาลัยแด่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯพ้นปีใหม่ไปเพียง ๑ วัน พลันประชาชนชาวไทยทุกผู้ทุกนามต่างต้องสดับข่าวอันแสนวิปโยคถึงการเสด็จจากไปของสมเด็จพระพี่นางฯ หรือสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ยังความอาลัยให้แก่พสกนิกรทุกหมู่เหล่า สื่อมวลชนแขนงต่างๆ ได้นำเสนอข่าวสารและเผยแผ่พระเกียรติคุณในสื่อต่างๆ เป็นอันมาก ดังที่ได้เห็นกันอยู่แล้วนั้น ... ขอดวงพระวิญญาณอันเปี่ยมไปด้วยพระเมตตาคุณ ทรงสถิตอยู่ในที่สูงสุดในทิพยสถานศานติสุขเป็นนิจนิรันดร
นับถึงวันนี้เป็นวันที่ ๗ แล้ว ใครอยู่ในบ้านเมืองนี้ก็ย่อมจะเห็นผู้คนแต่งสีดำขาว หรือในโทนหม่นเทา เพื่อไว้ทุกข์ถวายพระองค์ท่าน เมื่อแรกที่ได้ทราบข่าวเช้าวันที่ ๒ มกราคม ยังไม่รู้เลยว่าพระองค์ท่านสิ้นแล้ว เนื่องจากที่ห้องไม่มีโทรทัศน์หรือสื่อใด จนเมื่อมาถึงออฟฟิศในเสื้อสีน้ำตาลและแจ๊คเก็ตสีครีม จึงไม่ได้แต่งสีที่เหมาะควรในกาละเช่นนั้น ด้วยความที่ไม่มีเสื้อผ้าสีดำ ก็จำเป็นอยู่ที่จะต้องทำให้ถูกต้องเสีย แต่มาบัดนี้เสื้อผ้าก็พอมีแล้ว ทำให้รู้สึกไม่ขัดแย้งกับบรรยากาศที่ควรสงบนิ่ง
กิจกรรมรื่นเริงทั้งปวงเท่าที่เห็น ต่างก็เลื่อนหรือระงับดับไป เป็นการถวายพระเกียรติที่น่าชื่นชม ทางรัฐบาลประกาศไว้ทุกข์ถวายอย่างน้อย ๑๕ วัน พร้อมลดธงชาติลงครึ่งเสา ส่วนข้าราชบริพารในพระราชสำนักไว้ทุกข์ ๑๐๐ วัน
ก้าวย่างเข้าปีใหม่ ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป สำรวจตรวจตราว่าเราเดินมาถึงตรงไหนของชีวิตแล้วบ้าง และให้กำลังใจตัวเอง ชีวิตไม่ยืนนานมากนัก ไม่มีเวลามากมายที่จะคิดเพื่อทุกข์ยิ่งขึ้นหรือท้อมากกว่าเดิม
ที่ตั้งใจไว้ก็ค่อยๆ ทำ ดีใจที่ได้ไปเล่นโยคะร้อนติดๆ กันหลายวัน รู้สึกสบายเนื้อสบายตัว เบา และเผาผลาญพิษภัยส่วนเกินในร่างกายให้ลดลงบ้าง อีกอย่าง การไม่ได้ไปบ่อยๆ ก็ขาดทุนอยู่ในตัว เพราะจ่ายเงินไปแล้ว ถ้าไม่ไปก็เสียประโยชน์ใช่ที่
วันที่ ๑๐ แล้วสินะ เป็นวันปิดรีพอร์ต อะไรๆ ก็ล้นไปหมดจนไม่รู้ว่าจะทำทันหรือไม่โดยเฉพาะการฟังคอลที่แสนน่าเบื่อหน่ายและเป็นงานรูทีนอย่างแท้จริง ชีวิตก็วนๆ อยู่อย่างนั้น
เอาน่ะ สู้ต่อไปและยิ้มไว้
January 02 สิ่งที่ตั้งใจจะทำในปีใหม่นี้ (New Year’s Resolutions)ดังได้อ่านมาจาก จุลสารแจกฟรีตามสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส “คมชัดลึก City Life” ฉบับที่ ๔๒๐ (๖๗) วันจันทร์ที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๐ หน้า ๙ คอลัมน์ Learn English โดย ผศ.สุชญา ผลวัฒนะ กล่าวถึงสำนวนภาษาอังกฤษอันหนึ่งที่น่าสนใจว่า...
“New Year’s resolutions ก็คือการที่ใครคนหนึ่งมีความตั้งใจที่จะเริ่มต้นทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือเปลี่ยนแปลงการกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เคยทำอยู่เป็นประจำ โดยเห็นว่าการกระทำหรือการเปลี่ยนแปลงการกระทำนั้นๆ จะเป็นไปในทางที่ทำให้ชีวิตของเขาดีขึ้น การที่มันได้ชื่อว่า ‘New Year’s resolutions’ ก็เนื่องจากความตั้งใจที่จะทำสิ่งเหล่านี้ มักจะเป็นการตั้งใจที่จะเริ่มต้นกระทำในวันปีใหม่และทำต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงเป้าหมายที่วางไว้ นอกจาก New Year’s resolutions ก็อาจจะเป็น Birthday’s resolutions ก็ได้ ถ้าความตั้งใจที่จะกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้น เริ่มในวันคล้ายวันเกิดของตน และทำต่อไปจนกว่าจะถึงเป้าหมาย”
ด้วยเหตุดังกล่าว จึงพบว่ามีประชาชนเป็นจำนวนมากตั้งจิตอธิษฐานทำอะไรใหม่ๆ ดีๆ หรือละเลิกสิ่งชั่วร้ายอบายมุขเท่าที่จะทำได้ในวันขึ้นต้นปีใหม่
สำหรับตัวข้าพเจ้านั้นเล่า มีความตั้งใจที่จะทำสิ่งต่างๆ ในช่วง ๖ เดือนแรกของปี ดังนี้ (เอาแค่หกเดือนแรกก่อนนะ)
๑ เล่นโยคะร้อนอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ ๕ วัน ๒ มีสติในการบริโภค ลด ละ การบริโภคของหวาน อาหารขบเคี้ยวใดๆ หลังเวลาบ่าย ๓ โมง ๓ ไม่นอนดึก (ห้าทุ่มควรปิดไฟใส่กลอน นอนได้แล้ว..) ได้นอนอย่างน้อยวันละ ๗ ชั่วโมง ๔ เข้าวัดสวดมนต์ทำบุญทำทาน เดือนละ ๑ ถึง ๒ ครั้งเป็นอย่างน้อย ๕ คิดแง่บวกเข้าไว้ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็แล้วแต่ ๖ เก็บข้าวของให้เป็นระเบียบมากขึ้นกว่านี้ ๗ ระมัดระวังในการใช้เงิน
อืมม์ เขียนมานี่ก็น่าจะเป็นอะไรที่ดีกับร่างกายและจิตใจ ...จะทุกข์หรือจะสุขก็อยู่ที่ใจเนี่ยล่ะนะ
ปล. แถมคลิปพลุเค้าน์ดาวน์ ณ เซ็นทรัลเวิลด์ ครับ ขออภัยเล็กน้อยที่มันอาจจะไม่แจ่มเท่าที่ควร เพราะจุดที่ยืนอยู่ใต้ทางรถไฟฟ้า
|
|
||
|
|